วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ชุมชนชาวเลบ้านแหลมตุ๊กแก (เกาะสิเหร่)

สภาพโดยทั่วไปของพื้นที่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ ๔ ตำบลรัษฎา อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต มีจำนวน ๓๑๐ ครัวเรือน ประมาณ ๑,๑๖๓ คน อาศัยอยู่ในพื้นที่โฉนดที่ดินของเอกชน เดิมเคยมีสัญญาเช่า ต่อมาไม่ชำระค่าเช่า ทั้งนี้ มีจำนวน ๒๗ หลังคาเรือน ที่ได้รับการก่อสร้างบ้านอยู่อาศัยใหม่จากผลกระทบสึนามื มีสภาพความเป็นอยู่อย่างแออัด และมีปัญหาด้านคุณภาพชีวิต เลเป็นคำในภาษาปักษ์ใต้ที่ใช้เรียกกลุ่มชน “ชาวไทยใหม่” ถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งใน ๓๕ กลุ่มชาตุพันธ์ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ประกอบเป็นสังคมไทย

และถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองที่อาศัยอยู่ตามเกาะและชายฝั่งทะเลอันดามัน ทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งเมื่อก่อนถือเป็นชนเผ่าเร่ร่อนทางทะเล และทำมาหากินตามทะเลและตามเกาะต่าง ๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เกาะสุวาเวสี ทางตะวันตกของประเทศอินโดนีเซีย เกาะซูลในประเทศฟิลิปปินส์ ริมฝั่งเมืองมะริด ประเทศพม่า และถือเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมในแหลมมาลายู ชาวเลในประเทศไทยมีอยู่ ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มมอแกน กลุ่มมอแกลน กลุ่มอุลักลาโว้ย

ทั้งนี้ จังหวัดภูเก็ต มีกลุ่มชาวเลอาศัยอยู่ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มมอแกลน อาศัยอยู่บริเวณบ้านหินลูกเดียว บ้านแหลมหลา ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต และกลุ่มอุลักลาโว้ย อาศัยอยู่บริเวณเกาะสิเหร่ ตำบลรัษฎา หาดราไวย์ ตำบลราไวย์ บ้านสะปำ ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ภาษา ชาวเลทั้ง ๓ กลุ่ม จะใช้ภาษาตระกูลออสโตรนีเซียนเหมือนกัน ซึ่งเป็นภาษาพูดไม่มีภาษาเขียนหรือตัวหนังสือ แต่ทว่าภาษาของแต่ละกลุ่มจะมีความแตกต่างกัน ชาวเลกลุ่มมอแกลนและมอแกนจะสามารถสื่อสารกันได้ พูดรู้เรื่อง เพระมีรากศัพท์และคำที่คล้ายกันเป็นจำนวนมาก ชาวมอแกนและชาวมอแกลนจะใช้ภาษาไทยปะปนอยู่เป็นจำนวนมาก

สำหรับกลุ่มอุลักลาโว้ยนั้นมีความคล้ายคลึงกับภาษามาลายูมาก ทำให้ชาวเลกลุ่มอุลักลาโว้ยสามารถสื่อสารกับชาวมาลายูและอินโดนีเซียได้ แต่กลุ่มมอแกนและกลุ่มมอแกลนไม่สามารถสื่อสารกับชาวอุลักลาโว้ยได้เลย เพราะมีความแตกต่างกันของภาษา อาชีพ ชาวเลทั้ง ๓ กลุ่มในอดีตมีอาชีพเป็นพรานทะเลนักเก็บหาในท้องทะเลและในป่าเหมือนกัน แต่ปัจจุบันความเจริญได้เข้าไปในชุมชน ทำให้ชาวเลมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปมาก รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเลมีจำกัด และบางพื้นที่มีเจ้าของจับจอง ครอบครอง ชาวเลไม่สามารถเก็บหาทรัพยากรทางทะเลได้ดังแต่ก่อน มีการปรับเปลี่ยนอาชีพบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังประกอบอาชีพอยู่กับทะเล เช่น การเก็บหากุ้ง หอย ปู ปลา ดำปลิงทะเล จับกุ้งมังกร วางลอบ วางไซ และมีบางส่วนทำสวน รับจ้างทั่วไป และรับจ้างและบริการนำเที่ยวบ้าง

ที่มา : m-culture.in.th

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ลกเที้ยนศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ต



ถ้ามีจังหวะได้ไปจังหวัดภูเก็ตทั้งที อย่ามัวแต่ชมเชยกับความสวยงามของ ทะเล หาด เกาะสวย น้ำใส จนลืมไปสัมผัสกับวิถีชีวิต ชีวิตความเป็นอยู่ของ ‘คนภูเก็ต’ เช่นเรื่องอาหาร จังหวัดภูเก็ตมีความโดดเด่นของอาหาร ที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นอาหารพื้นบ้านซึ่งมีมากมายหลายเมนู แต่คงไม่สนุก สำหรับบางคนแน่ ถ้าต้องคอยไปตระเวนชิมทีละร้าน ตัดปัญหานี้ไปเลย ถ้าคุณได้มาที่นี่ ที่รวมความอร่อยของอาหารจานเด็ดทั้งหลาย เพราะร้านนี้คือ ‘ร้าน ลกเที้ยน ศูนย์อาหารพื้นเมืองภูเก็ต’

ร้านนี้อยู่ตรงบริเวณแยกถนนเยาวราช ตัดกับถนนดีบุก เป็นศูนย์อาหารแบบเปิดโล่ง เป็นอาคารชั้นเดียว ข้างในรวบรวมร้านขายอาหารพื้นเมืองภูเก็ตหลายชนิด เรียกขานกันว่า ลกเที้ยนศูนย์รวมอาหารพื้นเมืองภูเก็ต ขายกันมานานมากกว่า 50 ปี เรียกได้ว่าถ้าแวะมากินที่นี่แห่งเดียวก็ได้ครบทั้งอาหารว่าง คาว และ หวาน ราคาก็มาตรฐาน หมี่ผัดฮกเกี้ยน ธรรมดา 35 ใส่ไข่ 40 บาท พิเศษ 50 บาท บี้หุ้นผัด ธรรมดา 35 บาท ใส่ไข่ 40 บาท พิเศษ 50 บาท บี้หุ้นกระดูกหมู 30 -40 บาท

นอกจากนี้ยังมี โลบะ คือ หัวหมูและเครื่องในหมูต้มพะโล้ แล้วนำไปทอดอีกที เลือกสั่งได้ว่า จะเอา หู ลิ้น ไส้ ปอด หรือตับ ส่วนบะหมี่พื้นเมืองที่เป็นที่นิยมอีกอย่างคือ หมี่เช็ค หรือหมี่ฮกเกี้ยนแบบน้ำ ใส่ได้ทั้งหมูและกุ้ง น้ำซุปมีรสชาติหวานอร่อย เพราะต้มจากหัวกุ้ง นิยมรับประทานเป็นอาหารกลางวัน ตามของหวานชื่อดังของภูเก็ตที่ชื่อว่า โอ้เอ๋ว ขนมหวานในตำนานมีลักษณะเป็นวุ้นขาวใสทำจากกล้วย เนื้อเด้งดึ๋ง ถูกตัดมาให้พอดีที่จะวางลงไปในถ้วย ปูทับอีกชั้นด้วยถั่วแดงเม็ดเขื่อง โปะทับอีกทีด้วยน้ำแข็งไสเกล็ดละเอียด ราดด้วยน้ำแดงและนมข้นหวาน นี่อาจจะเรียกได้ว่า ‘บิดาแห่งน้ำแข็งใส’ เลยทีเดียว และที่ชวนชิมมากๆ เพราะนั่งห่อให้เห็นกันสดๆ คือ ปอเปี๊ยะฮกเกี้ยนสด เจ้าเก่าที่ขายกันมานาน 50 ปี พ่อครัวจะเรียงแผ่นปอเปี๊ยะ แป้งนุ่มสีขาว ต่อกันเหมือนตู้รถไฟ จากนั้นก็วางผักกาดหอม มันแกวผัด หมูแดง เนื้อปู หอมเจียว ห่อเป็นชิ้นอวบๆ เวลาเสิร์ฟก็ตัดเป็นชิ้นพอคำแล้วราดด้วยซอสปรุงรสที่มีส่วนผสมของบ๊วย เรียกว่า ตี่เจี่ยว ลงไป ขายกันชิ้นละ 10 บาท พิเศษ 15 บาท เป็นของว่างที่น่าลิ้มลองเป็นอย่างยิ่ง หมี่ฮกเกี้ยนผัดที่ลกเที้ยนก็มีชื่อเสียงลือลั่น เช่นเดียวกับ บี้หุ้นผัด และ บี้หุ้นกระดูกหมู เส้นหมี่ผัดกินคู่กับน้ำซุปกระดูกซี่โครงหมูที่ต้มจนเนื้อนุ่ม หวาน ซดคล่องคอ มาถึงบรรทัดนี้คนภูเก็ตอธิบายว่า หมี่ฮกเกี้ยนที่นำมาผัดจะมีด้วยกัน 4 แบบ ชนิดแรกได้แก่ หมี่เหลืองเส้นขนาดใหญ่ที่เรารู้จักกันว่าหมี่ฮกเกี้ยน ชนิดที่สองคือ บี้หุ้น หมายถึงเส้นหมี่ (แต่มีขนาดใหญ่) ส่วนก๋วยเตี๋ยวผัด คือ เส้นใหญ่ และ บี้หุ้นหมี่ผัด คือ เส้นหมี่ และบะหมี่ผัดรวมกัน

ร้านลกเที้ยน เป็นอาคารโล่งชั้นเดียว ยกหลังคาสูง คล้ายโรงอาหารโรงเรียน บรรยากาศดีมากๆเวลานั่งทานอาหารอากาศเย็นสบายไม่ค่อยร้อน แถมได้นั่งชมบรรยากาศ ความสวยงามของตึกเก่าทรงสวยสไตล์ ชิโน-โปรตุกีสที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของร้าน จะว่าไปร้านนี้ถูกรายล้อมไปด้วยตึกโบราณที่สวยงามหลายตึกทีเดียว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คของภูเก็ต และภายในร้านถูกจัดสรรเป็นร้านย่อยๆมีเมนูประจำร้านที่เป็นเมนูพื้นเมือง แตกต่างกันไปอย่างชัดเจนแต่เป็นความแตกต่างที่ลงตัว

"นั่งชิวชิมอาหารอร่อย หาทานยาก มีตึกสวยล้ำเป็นฉากงดงาม แบบนี้รึเปล่านะ ที่มีคนชอบพูดกันว่า...ให้รางวัลกับชีวิต"

ลกเที้ยน สถานที่ตั้ง: มุมสี่แยกระหว่างถนนดีบุก และถนนเยาวราช ตลาดเหนือ อ.เมือง จ.ภูเก็ต วันและเวลาเปิดปิดทำการ: เปิดทุกวันยกเว้นวันอังคาร ตั้งแต่เวลา 06.30-17.00 น.

ที่มา : phuketbulletin.co.th

ประวัติประเพณีถือศีลกินผักภูเก็ต



เดิมประเพณีกินผัก (เจี๊ยะฉ่าย) ที่ประชาชนและคนจีนที่อยู่ในจังหวัดภูเก็ตเรียกกันว่า "เจี๊ยะฉ่าย" นั้น เป็นลัทธิเต๋าซึ่งยึดถือบูชาเซียนเทวดา เทพเจ้า วีรบุรุษ เป็นประเพณีที่คนจีนเคารพนับถือมาช้านาน โดยเฉพาะคนจีนฮกเกี้ยน คำว่า "เจี๊ยะฉ่าย" (กินผัก) เป็นภาษาท้องถิ่น วันกระทำพิธีตรงกับวันขึ้น 1 ค่ำ ถึง 9 ค่ำ (เก้าโง้ยโฉ่ยอีดถึงโฉ่ยเก้า) ตามปฏิทินจีนของทุกๆปี

ประเพณีเจี๊ยะฉ่าย ได้เริ่มขึ้นเป็นทีแรกที่หมู่บ้าน ไล่ทู (ในทู) ซึ่งเป็นหมู่บ้านกะทู้ ตำบลกะทู้ ภูเก็ตในปัจจุบันนี้ คนจีนเหล่านั้นได้อพยพเข้ามาทำเหมืองแร่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา (ในสมัยรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) มีการค้าขายแร่ดีบุกกับปอร์ตุเกส ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น คนจีนเหล่านั้นได้ไหลหลั่งเข้ามามากที่สุดก่อนปี พ.ศ.2368 คือหลังจากเมืองภูเก็ตและเมืองถลางถูกพม่ารุกรานเมื่อปี พ.ศ.2352 พลเมืองได้กระจายไปอยู่ตามที่ต่างๆ ครั้นพระยาถลาง (เจิม)ได้รับสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองถลาง และได้ตั้งเมืองภูเก็ตที่บ้านเก็ตโฮ่ ให้พระภูเก็ต (แก้ว) มาเป็นเจ้าเมือง (ระหว่าง พ.ศ. 2368-2400)

อาณาบริเวณรอบๆในทู (กะทู้) อุดมสมบรูณ์ไปด้วยแร่ดีบุก จึงเป็นเหตุให้คนจีนไหลหลั่งเข้ามาขุดแร่ดีบุกเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนจีนที่โยกย้ายมาจากเมืองถลางเดิมที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไป และที่อพยพมาจากมณฑลฮกเกี้ยน,ซัวเถาและเอ้หมึง ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองจีน โดยอาศัยเรือใบผ่านมาทางแหลมมาลายู เป็นต้น หมู่บ้านในทูในสมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า ตลอดจนภยันตรายต่างๆ จากสัตว์ป่ามากมาย แต่ผู้คนและชาวจีนในหมู่บ้านในทูกลับเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะว่ามีแร่ดีบุกอุดมสมบูรณ์จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วโลก

คนจีนที่อยู่ในทูสมัยนั้น มีความนับถือและความเชื่อในเรื่องเทพเจ้าประจำตระกูลหรือเทพเจ้าที่คุ้มครองประจำหมู่บ้าน เช่น เทพยดาฟ้าดิน เซียนต่างๆ รวมถึง บรรพบุรุษของตนเองมาก่อนแล้ว เมื่อมีเหตุภัยอันตรายเกินขึ้นจึงได้มีการเชิญเทพเจ้าแต่ละพระองค์ที่ตนนับถือบูชากราบไหว้ให้มาดำเนินงานปกป้องรักษาตน หรือพวกพ้องที่ได้หากินในท้องถิ่นที่ตนพำนักอาศัยให้คนเหล่านั้นอยู่เย็นเป็นสุขโดยทั่วกันและความเชื่อนี้ยังคงยึดถือจนตราบเท่าทุกวันนี้

ต่อมาได้มีคณะงิ้ว หรือ เปะหยี่หี่ ที่ได้เดินทางมาจากประเทศจีนมาเปิดแสดงที่บ้านในทู คณะงิ้วนี้สามารถแสดงอยู่ได้ตลอดปี เนื่องจากเศรษฐกิจของชาวในทู กรรกรจีน รวมถึงร้านค้า มีรายได้ดีมาก ในขณะนั้น ต่อมาปรากฏว่ามีตึกดิน 26 หลัง และโรงร้าน 112 หลัง จึงสามารถอุดหนุนงิ้วคณะนี้ได้ตลอดปี หลังจากคณะงิ้วได้เปิดทำการแสดงอยู่ที่บ้านในทูระยะหนึ่ง ได้เกิดมีการเจ็บป่วยเป็นไข้ และจากการเจ็บป่วยครั้งนี้ทำให้คณะงิ้วนึกขึ้นได้ว่าพวกตนไม่ได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ซึ่งเคยปฏิบัติกันมาทุกปีที่เมืองจีน และปรากฏมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอึ่งตี่ฮ่องเต้เป็นต้นมา จึงได้ปรึกษาหารือในหมู่คณะ และได้ตกลงกันประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วนั่นเอง ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถลงเรือใบ หรือเรือสำเภาเดินทางกลับไปร่วมพิธีเจี๊ยะฉ่ายที่เมืองจีนได้ทันเพราะใกล้จะถึงวันประกอบพิธีแล้ว จึงได้ตกลงใจประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายขึ้นที่โรงงิ้วเพื่อขอขมาโทษด้วยสาเหตุ

ต่างๆต่อมาโรคภัยไข้เจ็บก็หายไปหมดสิ้น รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่เคยเบียดเบียดชาวในทู ก็ลดลงด้วยเช่นกัน เรื่องนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชาวในทูเป็นอันมาก จึงได้สอบถามจากคณะงิ้วและได้คำตอบว่าพวกเขาได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ เนื่องจากไม่มีผู้รู้และผู้ชำนาญในการจัดประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายโดยเพียงแต่สักการะบูชากราบไหว้ขอขมาโทษ ระลึกถึงกิ้วอ๋องเอี๋ยหรือ กิ้วอ๋องต่ายเต่หรือพระราชาธิราชทั้งเก้าพระองค์นั้นเอง

คณะงิ้วยังได้แนะนำชาวจีนในทูต่อไปว่า การเชิญเทพเจ้ามาสักการะบูชาเพื่อปกป้องตนเอง ครอบครัว และท้องถิ่น เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุขตามที่ได้ปฏิบัติกันมาแล้ว เป็นสิ่งที่ดีแต่ถ้าจะให้ดียิ่งขึ้นก็ควรจะเจี๊ยะฉ่ายถือศีลไปด้วย การเจี๊ยะฉ่ายไม่จำเป็นต้องปฏิบัติให้ครบทั้งเก้าวัน จะเจี๊ยะฉ่ายกี่วันก็ได้ตามแต่ศรัทธาและเหมาะสมของแต่ละครอบครัว ชาวในทูและคนจีนส่วนใหญ่มีความเชื่อและเลื่อมใสได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะงิ้ว โดยได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายในปีต่อมา ประเพณีเจี๊ยะฉ่ายของเมืองภูเก็ตได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ในทู (กะทู้) นั่นเอง ต่อมาจึงได้แพร่หลายออกไปตามสถานที่ต่างๆ

หลังจากชาวจีนในทูได้ประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายได้ประมาณ 2-3 ปี โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด ทำให้ชาวจีนที่มาอาศัยทำเหมืองแร่อยู่ตามดงตามป่ามีความเชื่อและศรัทธาเลื่อมใสมากยิ่งขึ้น

ก่อนคณะงิ้วจะย้ายไปทำการแสดงที่อื่น คณะงิ้วได้มอบรูปพระกิ้มซิ้น (เทวรูป),เล่าเอี๋ย (เตียนฮู้หง่วนโส่ย),ส่ามอ๋องฮู่อ๋องเอี๋ย, ส่ามไถ้จือ และได้ให้คำแนะนำแก่ชาวจีนเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมโดยย่อๆ ในครั้งนั้นด้วยในช่วงระยะที่ชาวจีนกำลังประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ที่ท่านผู้รู้ท่านหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามเคยอาศัยอยู่ที่มณฑลกังไส (กังไส คือ เจียงซี้ของประเทศจีนในปัจจุบัน) ได้เดินทางมาประกอบอาชีพในทู ได้เห็นการประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายของชาวจีนไม่ถูกต้องตามแบบฉบับของฉ้ายตึ้ง (ศาลเจ้าในมณฑลกังไส) จึงได้แจ้งให้ชาวจีนในทูทราบว่าตนยินดีรับอาสาเดินทางกลับไปมณฑลกังไสของประเทศจีน เพื่อไปเชี้ยเหี้ยวโห้ย (อัญเชิญธูปไฟ) และองค์ประกอบสำหรับพิธี แต่ไม่สามารถเดินทางไปได้เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ ชาวจีนในทูจึงได้ร่วมมือร่วมใจกันรวบรวมทุนทรัพย์ให้กับผู้รู้ท่านนี้ สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมณฑลกังไส

อีก 2-3 ปีต่อมา ในระหว่างที่ชาวจีนในทูประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายแบบย่อๆ จนถึงวันขึ้น 7 ค่ำ (วันเก้าโง้ยโฉ่ยฉีด) ตามปฏิทินจีน เวลากลางคืน เรือใบจากประเทศจีนได้เดินทางมาถึงหัวท่าบ่างเหลียว (บางเหนียวในปัจจุบัน) ท่านผู้รู้ได้เดินทางกลับมากับเรือใบลำนี้ด้วยและได้ส่งคนมาแจ้งข่าวให้ชาวจีนในทูทราบว่า บัดนี้ตนได้เดินทางกลับจากประเทศจีนมาถึงหัวท่าบางเหลียวพร้อมเชี้ยเหี้ยวเอี้ยน (ผงธูป) มาด้วยแล้ว ขอให้คณะกรรมการกับผู้ที่ร่วมประกอบพิธีเจี๊ยะฉ่ายไปต้อนรับที่หัวบ่างเหลียวในวันเก้าโง้ยโฉ่ยโป๊ยคือวันรุ่งขึ้น

เหี้ยวโห้ย หรือ เหี้ยวเอี้ยนที่นำมาจากมณฑลกังไส ได้จุดปักไว้ในเหี้ยวหล๋อ(กระถางธูป) โดยจุดธูปให้ติดตลอดระยะทางมิให้ดับ นอกจากนี้ยังได้นำแก้ง(บทสวดมนต์,คัมภีร์,ตำราต่างๆ พร้อมทั้งป้ายชื่อเต้าโบ้เก้ง ป้ายติดหน้าอ๊ามฉ้ายตึ้ง)

ปัจจุบันประเพณีเจี๊ยะฉ่าย (กินผัก) ของชาวภูเก็ตได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาทุกปีนับเวลาได้ หลายร้อยปีแล้วซึ่งถือว่าเป็นประเพณีอันดีงามของชาวภูเก็ต

ที่มา : phuketvegetarian.com

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

10 แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต ที่ใครไม่ไปถือว่าไปไม่ถึง

1. วัดฉลอง

วัดฉลอง หรือชื่อที่เรียกเป็นทางการ ก็คือ วัดไชยธาราม เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองที่มีชื่อเสียงของภูเก็ต ถ้าใครมา จังหวัดภูเก็ตจะต้องมาแวะสักการะ หลวงพ่อแช่ม แห่งวัดฉลอง เพื่อเป็นสิริมงคลแต่ตนเอง เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ ชื่อเสียงในการรักษาโรค บุญญาบารมีและเมตตาธรรมที่สูงศักดิ์ของหลวงพ่อทำให้มีผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นอันมาก เล่ากันว่าในระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่นั้นถึงกับมีผู้ที่รอปิดทองตามแขนและขาของท่านจนแลดูเหลืองอร่าม ไปทั่วราว กับปิดทองพระพุทธรูปและแม้หลวงพ่อแช่มจะมรณภาพเป็นเวลานับหนึ่งร้อยปีมาแล้วก็ตาม ชื่อเสียงเกียรติคุณ และบารมีของท่านก็อยู่ในความจำของผู้คนสืบมา

อีกทั้งที่วัดฉลองแห่งนี้ยังเป็นทำเลที่ตั้งของ พระมหาธาตุเจดีย์พระจอมไทยบารมี ประกาศเป็นที่ประดิษฐสถานของ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าที่นำมาจากศรีลังกา วัดฉลองแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวใน จังหวัดภูเก็ตอีกแห่งที่ ใครๆ ที่มาเที่ยวจังหวัดภูเก็ตจะต้องมาวัดแห่งนี้



2. อนุสาวรีย์ท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร

จากตัวเมืองจังหวัดภูเก็ตเข้าไปทางอำเภอถลาง ผ่านสี่แยกท่าเรือ จะเห็นอนุสาวรีย์ของสองวีรสตรีของไทย ตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่ในชุดโจงกระเบน สวมเสื้อแขนกระบอก ห่มตะเบง-มาน มือทั้งสองถือดาบ ซึ่งวีรกรรมและผลงานของท่านนับเป็นแบบอย่างของหญิงไทย ที่ได้รับการยกย่องเป็นวีรสตรีเมืองถลาง ใครไปเที่ยวภูเก็ต อย่าลืมไปไหว้นมัสการอนุสาวรีย์ของสองวีรสตรีของไทยด้วยนะ



3. วัดพระทอง (พระผุด)

เป็นอีกวัดหนึ่ง อยู่ อ.ถลาง ซึ่งอยู่คู่เมืองจังหวัดภูเก็ตมานาน ความเด่นของวัดแห่งนี้คือพุทธปฏิมากรที่โผล่ขึ้นมาจากผิวดินเพียงครึ่งองค์ ภายในวัดยังมีพิพิธภัณฑ์ประจำถิ่นที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นที่เก็บสิ่งของและข้าวของเครื่องอุปโภคของชาวจังหวัดภูเก็ตสมัยเก่าอีกด้วย ตำนานพระผุดนี้มีประวัติว่า เมื่อคราวศึก พระเจ้าปะดุง ยกพลมาตีเมืองถลาง พ.ศ. 2328 ทหารพม่าพยายาม ขุดพระผุด เพื่อนำกลับไปพม่า แต่ขุดลงไปคราวใดก็มีฝูง แตนไล่ต่อยจนต้องละความพยายาม ต่อมาชาวบ้านได้นำทอง หุ้มพระพุทธรูป ที่ผุดจากพื้นดินเพียงครึ่งองค์ ดังปรากฎ อยู่จนถึงปัจจุบันนี้



4. แหลมพรหมเทพ

หากใครได้มีโอกาสมาเที่ยวภูเก็ตแล้วไม่ได้มาชมอาทิตย์อัสดงที่ แหลมพรหมเทพ ถือว่ายังมาไม่ถึงหรือ เรียกว่า เป็นเป็นการท่องเที่ยวที่ยังไม่สมบูรณ์ตามแบบฉบับของการมาเที่ยวเมืิองภูเก็ต แหลมพรหมเทพจัดเป็นหนึ่งใน จุดชมอาทิตย์ตกก่อนใครที่สวยที่สุดในเมืองไทย เป็นแหลมที่อยู่ใต้สุดของเกาะภูเก็ตห่างจากตัวเมืองประมาณ 19 กม.มีลักษณะเป็นแหลมโค้งไล่ระดับทอดตัวสู่ท้องทะเล รอบข้างแวดล้อมด้วยต้นตาลที่ขึ้นแทรกอยู่เรียงรายตาม ต้นหญ้าที่พัดพลิ้วด้านขวาเป็นหาดในหานและเกาะมัน ส่วนด้านซ้ายจะมองเห็นหาดในยะซึ่งเป็นหาดเล็ก ๆโดย ทั่วไป นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเที่ยวหรือพักที่หาดใด พอช่วงใกล้เย็นพากันมาชมพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ หากมาเที่ยวในวันที่อากาศดี ท้องฟ้าเปิด มีเมฆน้อย บรรยากาศพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพจะสวยงามมาก หากมาในฤดูร้อนมีทุ่งหญ้าสีทองขึ้นปกคลุมสวยงามมาก มองเห็นเกาะแก้วน้อย เกาะแก้วใหญ่และเกามัน ส่วน ในฤดูฝนจะเป็น เป็นสีเขียวรอบๆ แหลมพรหมเทพเป็นโขดหินขนาดใหญ่ยามคลื่นลมแรงจะเห็นฟองคลื่นสีขาว กระทบโขดหินงดงามยิ่งนัก



5. หาดป่าตอง

เรียกได้ว่าครบ เมื่อมาที่หาดป่าตอง ทั้งที่พัก ห้างร้าน รีสอร์ทจำนวนมากคอยให้บริการ เป็นย่านที่คึกคักที่สุดของเกาะภูเก็ต ยามค่ำคืนก็มีตลาดนัดถนนคนเดินให้เดินกันไม่มีเบื่อ หรืออยากปลีกตัวหาที่เงียบๆ ชิลๆ กับเหล่าแก๊งค์ก็มีให้เลือกหากันได้ทุกรูปแบบ



6. หาดกะตะ - กะรน

คึกคักเป็นอันดับที่สองรองจากหาดป่าตอง ที่นี่ยังคงคับคั่งไปด้วยร้านอาหาร และที่พัก ชายหาดลงเล่นน้ำได้สบายๆ ฝรั่งนอนอาบแดดกันเป็นปลาหมึกเลยทีเดียว

7. หาดราไวย์

เป็นหาดที่มีร้านอาหารและร้านของฝากเรียงรายให้เลือกกันมากมาย เหมาะกับการนั่งกินอาหารริมทะเลมากกว่าเล่นน้ำ เพราะร้านอาหารแถวนี้อร่อยสุดๆ นะขอบอก!



8. หาดไม้ขาว

หาดไม้ขาวเป็นหาดเงียบสงบขึ้นชื่อของจังหวัดภูเก็ต ห่างจากสนามบินเพียงไม่กี่นาที ชายหาดนี้เป็นที่นิยมของเหล่าจั๊กจั่นทะเลและเต่าทะเลออกมาวางไข่



9. เกาะเฮ

เกาะเฮ เกาะเล็กๆอยู่ทางใต้สุดของเกาะภูเก็ต เป็นเกาะที่น้ำทะเลใสแจ๋ว บรรยากาศสดใส นั่งเล่นนอนเล่นได้ทั้งวัน จะลงเล่นน้ำหรือจะเดินย่ำทรายละเอียดนุ่มเท้าไปตามริมหาดก็ชิลๆ ทั้งยังมีที่พักราคาย่อมเยาไว้บริการอีกต่างหาก เกาะเฮอยู่ห่างจากชายฝั่งประมาณ 10 กิโลเมตร ส่วนใหญ่เดินทางไปเช้าเย็นกลับ โดยนั่งเรือสปีดโบ๊ทเพียง 10-15 นาที และโดยเรือหางยาวประมาณ 45 นาที ซึ่งเป็นเกาะที่เดินทางค่อนข้างสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก



10. เมืองเก่าภูเก็ต ชิโนโปรตุกีส

เมื่อเข้าสู่เขตเทศบาล เมืองภูเก็ตสิ่งแรกที่ผู้ไปเยือนจะรู้สึกสะดุดตาก็คือตึกเก่าที่ตั้งตระหง่านอยู่ในย่านการค้าเก่าเเก่ของเมือง เป็นอาคารสไตล์ "ชิโนโปรตุกีส" ที่ผสมผสานเอาความเป็นศิลปะตะวันตกและตะวันออกเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน จนเป็นเอกลักษณ์ ์ที่โดดเด่นของเมืองภูเก็ต ตึกเก่าเหล่านี้กระจายอยู่ทั่วตัวเมืองภูเก็ต สามารถเดินชมได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอร่อยหลายเจ้าให้เที่ยวไปกินไปอย่างเพลิดเพลินและทางเทศบาลเมืองภูเก็ต ก็ได้เห็นถึงความสำคัญของ สถาปัตยกรรมเหล่านี้ โดยได้ทำการอนุรักษ์รูปแบบสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีสนี้ไว้และจัดให้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ของการท่องเที่ยว จัดให้มีเส้นทางเดินชมเมืองเก่าภูเก็ต เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ สัมผัสกับความสวยงามของบ้านเรือนเก่าแก่ของภูเก็ตและสถาปัตยกรรมชิโนโปรตุกีส ที่สวยงามพร้อมๆกับได้สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนภูเก็ตและที่สำคัญอาหารอร่อยเลื่องชื่อการเดิน ชมเมืองเก่า เสน่ห์แห่ง ชิโนโปรตุกีส เป็นเส้นทางประวัติศาสตร์ที่ควรค่าแก่การศึกษายิ่ง



ที่มา : chillpainai.com

Share

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More